วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

พรบ. ความมั่นคงสะท้อนประเทศ (ไม่มั่นคง)


กสม.ติง รบ.ชิงประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ไม่เหมาะ ขัด ม.15 ชี้ สะท้อน รบ.ปกครองล้มเหลว-กระทบภาคเศรษฐกิจ ขณะที่เอกชนประสานเสียงเชียร์รัฐบาล..การประกาศบังคับใช้ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ที่เรียกง่ายๆ ด้วยภาษาชาวบ้านว่า พ.ร.บ.มั่นคง มา รับมือการชุมนุมทางการเมือง ท่ามกลางเสียงคัดค้านเกรงจะกระทบกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และเสียงสนับสนุน เพราะเกรงสถานการณ์ชุมนุมจะยืดเยื้อยาวนาน หากเกิดความรุนแรงขึ้นมาปัญหาจะลุกลามบานปลาย สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมายมหาศาล จนกู่ไม่กลับ ทว่าครั้งนี้ดูเหมือนมีเงื่อนไขที่เด่นชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ นับตั้งแต่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.6 หมื่นล้าน การประกาศนำคนเสื้อแดงมาชุมนุมไม่ตำ่กว่า 1 ล้านคน ของแกนนำ โดยจะดาวกระจายไปตามจุดต่างๆ พร้อมประกาศล้มรัฐบาล ล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย ฯลฯ ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคง ระหว่างวันที่ 11-23 มี.ค. สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี ปริมณฑลอีก 6 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา แม้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค. 
ก็ตามนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า โดยหลักการของกฎหมายความมั่นคงแล้ว รัฐบาลจะประกาศได้ต้องระบุว่าชัดเจนว่ามีปรากฏการณ์ และมีเหตุผลที่ชัดเจนว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ การที่ ครม.ประกาศก่อนนั้นไม่เหมาะสม อาจจะไม่ชอบธรรม ไม่สง่างาม เป็นการขัดต่อมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เปิดช่องให้อีกกลุ่มหนึ่งโจมตีได้ว่าเป็นการจ้องที่จะใช้อำนาจกวาดล้างคน เสื้อแดงเพียงอย่างเดียว"ความจริงการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ นั้น ประกาศเมื่อไหร่ก็ได้ หากสถานการณ์ประจักษ์ชัดว่าขัดต่อความมั่นคง กฎหมายเปิดช่องว่าให้นายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรี 1 คนเห็นชอบ ก็สามารถประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงได้แล้ว" ดังนั้น นพ.นิรันดร์ จึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องรีบร้อนถึงขนาดนี้ น่าจะ 1. ต้องให้สถานการณ์ประจักษ์ชัดก่อน 2. มีการพูดคุยกับผู้ร่วมชุมนุม ตกลงกัน หากมีการชุมนุมเกินขอบเขตก็จะมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก พร้อมประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ถึงขั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังได้ จริงอยู่การประกาศกฎหมายมั่นคงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ในการควบคุมการเดินทาง การชุมนุม ใช้ทหารในการควบคุม ตามหลักของสหประชาชาติแล้วทำไม่ได้ แต่เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศก็สามารถดำเนินการในระดับที่ทุกฝ่าย ยอมรับได้ รัฐบาลเองต้องโปร่งใสทุกอย่าง ทั้งกองกำลัง อาวุธ ทางฝ่ายผู้ชุมนุมเองก็ต้องโปร่งใส ไม่หลบในที่มืด"การรีบร้อนประกาศ เท่ากับว่าเป็นการทำลายเสถียรภาพของตัวเอง ที่บอกว่าการปกครองในระบอบของตัวเองจัดการไม่ได้ ล้มเหลวในการปกครองในระบบกฎหมายปกติไม่ได้ ควบคุมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้" และนอกจากจะถูกกลุ่มเสื้อแดงโจมตีแล้ว นพ.นิรันดร์ ยังเห็นว่าประการสำคัญคือ สร้างความเสียหายให้ระบบเศรษฐกิจ การลงทุน นักท่องเที่ยว เพราะเชื่อแน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง จริงอยู่สังคมไทยอาจยอมรับได้ แต่ก็สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลออกมาอย่างเด่นชัด เพราะไม่ได้มีนโยบายเชิงรุกในการบริหารงานหน่วยความมั่นคง ตำรวจ ทหารนพ.นิรันดร์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมไม่ควรยุยงให้เกิดความรุนแรง เลี่ยงการชุมนุมเกินขอบเขต ประชาชนไม่สมควรที่จะไปต่อต้านการชุมนุม รัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ไม่สมควรที่จะใช้ความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ที่สำคัญรัฐบาลน่าจะมีการพูดคุยกับผู้ชุมนุมว่าจะชุมนุมอย่างไร กี่วัน ภายในขอบเขต ไม่ใช่ใช้อำนาจในการปราบปรามอย่างเดียว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังแนะว่าสถานการณ์ชุมนุมในวันที่ 12-14 มี.ค.นี้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย 1. รัฐบาลต้องทำให้ทุกอย่างชัดเจน ดูแลรักษาสิทธิผู้ชุมนุม ป้องกันมือที่สามสร้างสถานการณ์ 2. ประชาชนต้องเรียนรู้บทเรียนเมื่อครั้งเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมา ไม่เป็นเหยื่อของ ความรุนแรง รู้เท่าทันการยุยงของกลุ่มคนบางกลุ่ม และ 3. รัฐบาลต้องแจ้งมาตรการต่างๆ ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องเป็นระยะNGO ค้าน กม.มั่นคง ชี้เป็น "เผด็จการเบ็ดเสร็จ"นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ครส. ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะเป็นการใช้กำลังทหาร ซึ่งจะตอกย้ำความไม่มั่นคงของรัฐ และเป็นการไม่สง่างาม เพราะกฎหมายดังกล่าวมุ่งแทรกแซง ควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก อำนาจตามกฎหมายนี้มีล้นเกินขอบเขตและความรับผิดชอบ คือ กองทัพสามารถบังคับบัญชาสั่งการหน่วยงานและเจ้าพนักงานของรัฐทุกหน่วยงานและ ทุกคนได้ มีอำนาจออกประกาศต่างๆ ที่จำกัดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิมนุษยชน หรือให้อำนาจเจ้าพนักงาน ตรวจค้น จับกุม คุมขัง บุคคล ห้ามบุคคลใดๆ ออกนอกเคหะสถาน ห้ามการเดินทางตามเส้นทางต่างๆ ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังมีอำนาจย้ายข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐออกจากพื้นที่ได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กำลังเข้าปราบปรามการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นการหมิ่นเหม่ที่จะใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่มีความคิดเห็นต่างจาก รัฐได้ โดยอ้างความมั่นคงตามกฎหมายนี้ การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการกำหนดไว้อย่างถาวร และไม่ถูกตรวจสอบตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฏหมายหลักในการตรวจสอบการใช้อำนาจของข้าราชการตามหลักนิติรัฐ ทำให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน และมีลักษณะ “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย"จริงอยู่รัฐบาลมีอำนาจทำได้ เพราะเกรงว่าปัญหาบานปลาย แต่ก็ต้องตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพด้วย ดังนั้นรัฐบาลสมควรจะต้องมีนโยบายอื่นๆ เพื่อเป็นการบ่งบอกว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจที่มิชอบไปลดทอนจำกัดสิทธิ เสรีภาพของพลเมือง" อย่างไรก็ตาม ครส. จะจับตาการทำงานของรัฐบาลและกองทัพ ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ามีการละมิดสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด หรือมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อจัดทำข้อเสนอให้มีการปฏิรูปบทบาททางการเมืองและหลักสิทธิมนุษยชนของไทย ต่อไปเอกชนขานรับ เชียร์รัฐบาล ประกาศ พ.ร.บ.มั่นคง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยให้เหตุผลกับ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า เป็นการเตือนผู้ชุมนุมล่วงหน้าให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย และเตือนให้ประชาชนทั่วไปมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น ภาคเอกชนเห็นว่าจะต้องไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น เพราะถ้าเกิดความรุนแรงจนถึงขั้นประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เท่ากับเหตุการณ์รุนแรงและอาจเกิดปัญหาตามมาได้ ซึ่งการชุมนุมอาจจะลากยาวออกไปและมีการชุมนุมกระจายเป็นหลายจุด โดยจะส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนแย่ลงและส่งผลต่อการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้น ตัวเช่นเดียวกับ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ที่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว และมั่นใจว่าไม่กระทบถึงความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ ในทางกลับกันมองว่าน่าจะทำให้เกิดความมั่นใจมากกว่า ทั้งนี้ การเรียกร้องประชาธิปไตยแบบธรรมดาไม่น่ามีปัญหา ภาคเอกชนยอมรับได้ แต่สิ่งที่ไม่อยากเห็นคือ ความรุนแรง หากเกิดขึ้นประเทศชาติก็ได้รับความเสียหาย ภาพลักษณ์ก็จะออกมาไม่ดี เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว จึงอยากให้ทุกฝ่ายควรอยู่ในกฎ กติกา เพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข.
ย้อนประวัติศาสตร์ การประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ วันที่ 28 พ.ย.-14 ธ.ค. 2551 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ทั่วพื้นที่ กทม. มีผลในระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-14 ธ.ค. เพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงมีแผนที่จะดาวกระจายในหลายพื้นที่ รวมทั้งในช่วงนั้น รัฐบาลเตรียมพิธีและงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววันที่ 10-24 ก.ค. 2552 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ใน จ.ภูเก็ต และพื้นที่ทางทะเล มีผลในระหว่างวันที่ 10-24 ก.ค. เพื่อดูแลและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมในช่วงการจัดประชุม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42
วันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย. 2552 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เฉพาะในพื้นที่เขตดุสิต โดยมีผลระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-1 ต.ค. 2552 ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะระดมมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 30 ส.ค. 2552 
วันที่ 18-22 ก.ย. 2552 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เฉพาะพื้นที่เขตดุสิต มีผลระหว่างวันที่ 18-22 ก.ย. 2552 เพื่อดูแลและรักษาความปลอดภัยการชุนนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. 2552 

วันที่ 12-15 ต.ค. 2552 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะมีการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 โดยมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 12-27 ต.ค. 2552 เพื่อดูแลและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม ในช่วงการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพวันที่ 15-25 ต.ค.2552 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ควบคุมเฉพาะพื้นที่เขตดุสิต โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15-25 ต.ค. เพื่อดูแลและรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ล่าสุด วันที่ 11-23 มี.ค. 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี ส่วนปริมณฑลอีก 6 จังหวัดมีบางอำเภอ ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา โดยมีระหว่างวันที่ 11-23 มี.ค.นี้หมายเหตุวันที่ 11 เม.ย. 2552 รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่พัทยา และ จ.ชลบุรี แล้ว ภายหลังมีประชาชนกลุ่มหนึ่งชุมนุมและพยายามขัดขวางการประชุมประชุมสุดยอด ผู้นำอาเซียน และอาเซียนและคู่เจรจา ที่ จ.ชลบุรี โดยมีผลวันที่ 11 เม.ย. 2552วันที่ 12 เม.ย. รัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ครอบคลุมในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลในบางอำเภอของ จ.นนทบุรี อ.เมือง จ.สมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.บางบ่อ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลุกกา อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และอ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทน อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มีผลวันที่ 12 เม.ย. 2552คำถาม? หากยังมีรัฐบาลนี้อยู่ หากยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีกกี่ครั้ง ความวุ่นวายจึงจะจบ คนที่เดือดร้อนยังมีอยู่มาก ชาติพังหมดแล้ว !!!

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553


หลังไทยรัฐประกาศเปิดตัวเอสเอ็มเอสการเมืองไทยรัฐอย่างเป็นทางการ ได้รับผลตอบรับจากคอการเมืองอย่างล้นหลาม และมีผู้สมัครสมาชิกจำนวนมาก...เมื่อวันที่ 25 ก.พ. หลังจากที่บริษัทเทรนด์ วีจี 3 จำกัด ผู้ให้บริการเอสเอ็มเอส ไทยรัฐท็อปนิวส์ และเอสเอ็มเอสบันเทิงไทยรัฐ ได้เปิดให้บริการเอสเอ็มเอสข่าวการเมืองไทยรัฐในช่วงที่สถานการณ์การเมืองดุเดือด เรียกได้ว่าห้ามกะพริบตาทุกวินาที โดยได้ร่วมกับ 4 ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของประเทศ อาทิเช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ทรูมูฟ จำกัด หรือ ทรูมูฟ และ บริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ อัทช์ เพิ่มอีก 1 บริการนั้น ทั้งนี้ ปรากฏว่า ณ วันทีี่ 25 ก.พ.นั้น เอสเอ็มเอสข่าวการเมืองของไทยรัฐนั้น ได้รับผลตอบรับจากผู้ที่สนใจทางด้านการเมืองอย่างดี มีผู้สมัครเป็นสมาชิกจำนวนมาก สำหรับ ผู้ที่ต้องการสมัครเอสเอ็มเอสการเมืองไทยรัฐ ในระบบ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ สามารถทำรายการเองได้โดย กด *477488811 แล้วโทรออก ส่วนในระบบฮัทช์ พิมพ์ R ส่งมาที่ 4774888 พิเศษสมัครวันนี้ รับข่าวฟรี 7 วัน ค่าบริการปกติเพียง 29 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ไทยรัฐคอลเซ็นเตอร์ โทร 02-1271222 ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.นายวัชร วัชรพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเทรนด์ วีจี3 จำกัด ผู้ให้บริการเอสเอ็มเอส ไทยรัฐท็อปนิวส์ และเอสเอ็มเอสบันเทิงไทยรัฐ กล่าวว่า จากกระแสเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการเปิดรับข่าวสารของคนไทยเปลี่ยนไป ไทยรัฐจึงไม่หยุดนิ่งและได้พัฒนารูปแบบการนำเสนอข่าวให้ถึงมือคนไทย จึงเปิดตัวบริการเอสเอ็มเอสข่าวการเมืองไทยรัฐ เพราะเล็งเห็นว่าขณะนี้กระแสข่าวการเมืองไทยอยู่ในช่วงร้อนแรง ประกอบกับข่าวการเมืองของไทยรัฐได้รับความนิยมและเชื่อถือจากผู้อ่านทั่ว ประเทศมาตลอด ด้วยทีมข่าวที่เป็นมืออาชีพเชื่อถือได้ สามารถสื่อสารกับประชาชนด้วยความเป็นจริงและเป็นธรรม ตามจรรยาบรรณของสื่อสารมวลชนที่ดี ตามสโลแกน "ลึกทุกสถานการณ์ ตรงประเด็นกับทุกข่าวสารการเมืองไทย"ขณะที่ นายปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักการตลาดบริการเสริม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า การเปิดเอสเอ็มเอสข่าวการเมืองกับไทยรัฐ ถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคอการเมืองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ประชาชนต้องการรับข่าวสารมากขึ้น จากทีมข่าวคุณภาพของไทยรัฐที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ อีกทั้งไทยรัฐถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีความเป็นสถาบันสื่อ ที่น่าเชื่อถือ ที่ผู้อ่านวางใจได้แน่นอนในเรื่องของความเที่ยงตรง แม่นยำขณะที่ นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยอาวุโส กลุ่มบริการเสริม บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ตลาดเอสเอ็มเอสการเมืองขณะนี้มีเพียงค่ายเดียวเท่านั้นที่เปิดให้บริการอยู่ การที่ไทยรัฐเปิดให้บริการถือเป็นทางเลือกอีกทางของผู้บริโภค เนื่องจากข่าวที่ไทยรัฐทำถือเป็นข่าวที่ดีมีคุณภาพ อีกทั้งแบรนด์ของไทยรัฐถือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและมีฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ไทยรัฐจะให้บริการเปิดเอสเอ็มเอสข่าวการเมืองด้าน นายธีรพันธุ์ ศิริสุนทรไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ บริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความต้องการรับรู้ข่าวการเมืองมีมากขึ้น เนื่องจากการเมืองเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม อีกทั้ง ฮัทช์ ยังไม่มีการให้บริการเอสเอ็มเอสข่าวที่เน้นเรื่องการเมืองโดยเฉพาะ และด้วยความที่ไทยรัฐ มีจุดแข็งในเรื่องข่าวการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาไทยรัฐถือเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีข้อมูลเชิงลึก และที่สำคัญให้ข้อมูลอย่างเป็นกลาง ตรงไปตรงมาในจุดนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีความเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองอยู่อย่างต่อเนื่องและ เข้มข้น อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นฮัทช์คาดว่าจะมีผู้สมัครขอรับข่าวเอสเอ็มเอสการ เมืองไทยรัฐประมาณกว่าหมื่นรายสำหรับ น.ส.ศศิธร กุลอุดมทรัพย์ รองผู้อำนวยการฝ่าย Convergence Strategic Partnership บริษัท ทรูมูฟ จำกัด กล่าวว่า บริการเอสเอ็มเอสการเมืองไทยรัฐถือเป็นบริการหนึ่งที่นำเสนอด้วยศักยภาพของ ไทยรัฐ ในการแจ้งข่าวสาร เสมือนการอ่านข่าวการเมืองจากหน้าหนึ่งไทยรัฐ ให้ประชาชนผู้สนใจข่าวการเมืองได้เปิดรับผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และจากจุดเด่นที่สำคัญของไทยรัฐในการเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ทำให้เชื่อว่าการเปิดให้บริการดังกล่าวจะไทยรัฐมีศักยภาพมากที่จะนำเสนอ บริการนี้ ออกสู่ตลาดและประชาชนที่สนใจได้รับข้อมูลที่เป็นธรรมและน่าเชื่อถือได้ ทั้งนี้ทรูตั้งเป้าเอสเอ็มเอสการเมืองไทยรัฐไว้ 30% ของข่าวทั่วไปที่ขณะนี้มีลูกค้ากว่าแสนราย

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แก๊งขโมยรถจักรยานยนต์ระบาด ในเชียงใหม่


"นกพิราบ" ร้าย ยังไม่เท่ากับ "คน"


กรณีการเสื่อม-โทรม และแฝงไว้ด้วยหลาย ๆ ปัญหาของ “สนามหลวง” ซึ่งทาง “เดลินิวส์” ได้ตีแผ่-นำเสนออย่างเกาะติด และทางหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กทม. (กรุงเทพมหานคร) ก็ได้เร่งปรับปรุง-พัฒนาตามแผนงานที่มีอยู่นั้น ล่าสุดความเคลื่อนไหวดูจะเทน้ำหนักไปที่ “นกพิราบ” การจะนำนกพิราบออกจากพื้นที่ “นกพิราบสนามหลวง” ส่งผลเสียต่อสถานที่สำคัญ ๆ แต่เมื่อจะย้ายไปที่อื่น...ที่ไหน ๆ ก็คัดค้าน-ก็ต่อต้าน !! ทั้งนี้ “นกพิราบ” ที่หากินอยู่บริเวณสนามหลวงนั้น ด้านหนึ่งเกี่ยวพันเป็นผลดีต่อคนที่ทำอาชีพขายอาหารนก ซึ่งเมื่อจะมีการย้ายนกออกไปก็คงต้องดูแลคนที่มีอาชีพอยู่เดิมด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะไม่ย้ายนกออกจากพื้นที่ ผลเสียที่มีมานานต่ออาคารสถานที่สำคัญ ๆ รายรอบสนามหลวง โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง ก็จะไม่ยุติลง และอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะให้เป็นเช่นนี้มิได้ กล่าวสำหรับนกพิราบนั้น ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.vet.ku. ac.th ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า... พิราบเป็นนกพื้นบ้านที่มีประวัติศาสตร์การเพาะเลี้ยงด้วยจุดประสงค์ต่าง ๆ มานานกว่า 3,000 ปี สืบเชื้อสายมาจากนกสายพันธุ์ร็อกโดฟ หรือร็อกพีเจี้ยน ซึ่งอาศัยอยู่ตามหน้าผาหิน โดยได้แตกแขนงสายพันธุ์กับรูปลักษณ์ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วทั้งทวีปยุโรปและเอเชีย ซึ่งสำหรับในไทยนกพื้นบ้านเหล่านี้ได้แก่นกพิราบที่อาศัยตามท้องไร่ท้องนา ต่อมาได้ปรับตัวเข้ามาอยู่ในเมือง ตามสถานที่ต่าง ๆ นกพิราบในไทยส่วนหนึ่งเป็นนกเลี้ยง-พันธุ์ดี-มีราคา แต่ที่เป็นปัญหาคือนกพิราบส่วนใหญ่ที่อยู่กันอิสระ !! นอกจากการทำรังตามอาคารสถานที่ต่าง ๆ จนทำให้สถานที่นั้น ๆ เสียหายแล้ว ปัญหาสำคัญที่เกิดจากนกพิราบที่ไม่ใช่นกเลี้ยง คือ “ความสกปรกจากมูลนก” และโดยเฉพาะ “โรคภัยไข้เจ็บ” ที่ อาจติดต่อจากนกสู่คน ซึ่งจุดนี้นี่เองที่ทำให้ผู้คนในย่านสถานต่าง ๆ ไม่อยากให้มีนกพิราบจำนวนมากมาอยู่ใกล้ ๆ ที่ผ่านมาในช่วงที่มีโรค “ไข้หวัดนก” ระบาดในไทย นอกจากสัตว์ปีกอื่น ๆ แล้ว กับ “นกพิราบ” ก็ถูกจับตา ถูกรังเกียจเช่นกัน ที่สำคัญยังมีการตรวจพบนกพิราบในไทยที่ตายโดยที่มีเชื้อไข้หวัดนกด้วย ส่วนกับโรคอื่นที่มีผู้เชี่ยวชาญเตือนไว้นานแล้วว่านกพิราบสามารถเป็นพาหะได้ ที่ทำให้เสียชีวิตได้คือ “ไข้สมองอักเสบ” การสัมผัสนกพิราบหรือมูลนกพิราบอาจทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยในมูลนกพิราบมีเชื้อคริปโตคอคคัส นีโอฟอร์มานส์ (Cryptococcus Neoformans) ที่ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.nokkhao.com ก็ระบุว่า... ในมูลนกชนิดต่าง ๆ จะมี ครีอาตินิน (creatinine) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเชื้อราจะใช้สารเหล่านี้เป็นแหล่งธาตุไนโตรเจนในการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ โดยเชื้อตัวหนึ่งที่ถือว่าอันตรายก็คือเชื้อราคริปโตคอคคัส นีโอฟอร์มานส์ ซึ่งเป็นเชื้อราที่พบมากในมูลนกตระกูล “นกพิราบ” เชื้อราชนิดนี้จะเติบโตได้ดีในแหล่งที่มีอุณหภูมิระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส เป็นสถานที่ชื้น แดดส่องไม่ถึง ซึ่ง รังนกพิราบตามอาคารสถานที่ต่าง ๆ ก็อยู่ในข่ายน่ากลัว คนสามารถรับเชื้อนี้ได้โดยการหายใจเอาสปอร์หรือตัวเชื้อราเข้าไปในปอด โดยทั่วไปเชื้อราและสปอร์จะมีน้ำหนักเบา และถูกพัดพาให้กระจายในอากาศได้โดยง่าย ภัยจากเชื้อนี้จะเกิดที่ปอดก่อนเป็นอันดับแรก และลามไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางกระแสเลือด ที่ถูกฟอกไหลผ่านปอด ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อร่างกาย การเกิดโรคจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และเรื้อรัง คนที่ได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะมีอาการปวดศีรษะเป็นพัก ๆ และอาการปวดจะเพิ่มขึ้น มีอาการหน้ามืด วิงเวียน ปวดขมับ เบ้าตา บางครั้งอาจถึงอาเจียน ข้อมูลในเว็บไซต์ยังระบุไว้อีกว่า... คนที่เป็นโรคนี้ที่ปอดจะมีอาการ ไอ มีเสมหะปนเลือด มีไข้ต่ำ น้ำหนักลด อาจมีอาการของ หลอดลมอักเสบ ร่วมด้วย แต่ในบางคนอาจจะไม่มีอาการอยู่เลย เชื้ออาจจะฟักตัวในร่างกายเป็นเวลาหลายปี จนเมื่อร่างกายอ่อนแอจึงจะแสดงอาการออกมา ส่วนในคนที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อนี้จะเจริญเติบโตได้ดีเพราะภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งจะมีอาการรุนแรงกว่าคนปกติ รักษาได้ยากกว่า การรักษาจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะระยะเวลาหนึ่ง และรักษาตามอาการต่าง ๆ นี่เป็นข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับ “โรคภัยจากนกพิราบ” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกที่ “นกพิราบสนามหลวง” ถูกรังเกียจ อย่างไรก็ตาม กับ “ปัญหาสนามหลวง” ที่ “เดลินิวส์” ตีแผ่-นำเสนอเกาะติดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงอย่างรวด เร็ว และต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย โดยคำนึงถึงความ เดือดร้อนที่อาจเกิดกับคนบางกลุ่มที่ประกอบสัมมาชีพสุจริตในพื้นที่ นั้น ไม่ควรมาสะดุดหรือวุ่น ๆ อยู่แค่เรื่อง “นกพิราบ” “เพราะคน” สาเหตุนี้จะต้องเร่งแก้-เร่งดูแล...ใช่แค่นก “สนามหลวง” ที่ “เสื่อมโทรม” มาก...ก็เพราะคน !!!.

โรงไฟฟ้าระเบิก เจ็บ 11 ราย มะกันสุดระทึก


เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่โรงไฟฟ้า "Kleen" ในมลรัฐคอนเนตทิคัต ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยล่าสุดยังไม่มีรายงานถึงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนที่อยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าออกไปราว 20 ไมล์ รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นช่วงเวลา 11.30 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) จากโรงไฟฟ้า "Kleen" ในเมือง มิดเดิลทาวน์ แถบชานเมืองฮาร์ตฟอร์ด โดยล่าสุดยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาล

โรงไฟฟ้านี้ยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง และยังไม่เปิดใช้งานแต่อย่างใด โดย อัล ซานโตสเตฟาโน เจ้าหน้าที่จากหน่วยดับเพลิงบอกว่า มีคนงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ราว 50 คน ในช่วงที่เกิดระเบิด

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ก. วิทย์ชี้ 2 สัปดาห์ รู้ผลเครื่อง GT-200


โดยจะมีการระดมนักวิชาการ-หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจจีที200 ยืนยันมี อาจารย์จุฬาฯ ร่วมในคณะด้วยแน่นอน ทั้งนี้จะรายงานผลให้ ครม.เป็นระยะ...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 ก.พ.) ที่รัฐสภา คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนยี แถลงถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา รวมถึงทางกรรมาธิการ (กมธ.) ความั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นเจ้าภาพในการตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด จีที 200 และเครื่องมื่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวต่อว่า ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เชิญบุคลกรกว่า 20 คน จากหลายฝ่ายมาเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆเข้าร่วมตรวจสอบ ทั้งนี้ยืนยันว่านายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมอยู่ในคณะทำงานตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย คุณหญิงกัลยา กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 4 ก.พ. ทางกระรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะมีการประชุมในเรื่อดังกล่าว เวลา 15.30 น. โดยให้นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ไปกำหนดกรอบในการตรวจสอบประสิทธิภาพ รวมถึงวิธีการและขั้นตอน ซึ่งเบื้องต้นจะมีการตรวจสอบทั้งในภาคสนามและห้องทดลอง หากที่ประชุมกำหนดกรอบได้ตรงกัน ก็น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อหาข้อยุติ และระหว่างการตรวจสอบจะมีการรายงานให้ครม.ทราบเป็นระยะๆ

ศึกภายระหว่างสารวัตรเหลิมและหญิงหน่อย


พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เผย พ.ต.ท.ทักษิณ รู้เรื่องศึกภายระหว่างสารวัตรเหลิมและหญิงหน่อย แล้ว ชี้ เป็นเรื่องดีจะได้ถือโอกาสเคลียร์ปัญหาเรื่องแบ่งพื้นที่ดูแล ส.ส.กทม. ชี้ ทุกอย่างต้องจบก่อนศึกอภิปรายฯ... พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนสนิทเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทราบเหตุวิวาทะระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ คุณหญิงสุดารัตน์ ​เกยุราพันธุ์​ แล้ว แต่เบื้องต้นเชื่อว่า จะไม่นำไปสู่ปัญหาความแตกแยกภายในพรรคเพื่อไทย และยังมองในแง่ดีว่า บางทีการที่ทั้งสองฝ่าย ออกมาเปิดศึกกันตรง ๆ ในครั้งนี้ ก็ถือว่าน่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะปัญหาเรื่องการแบ่งพื้นที่ดูแล ส.ส.ใน กทม. ระหว่างทั้งสองคนนั้น ก็ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง จนเกิดความบาดหมางเรื้อรัง จนทำให้ทั้งสองฝ่ายต่าง ทะเลาะเบาะแว้งกันมานานมากแล้ว เพียงแต่ไม่ได้พูดกันตรง ๆ เพราะฉะนัั้นในเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ก็คงจะได้มีการพูดจาหารือระหว่างกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเคลียร์ปัญหาให้จบลงซะที ส่วนปัญหาในเรื่องนี้ จะส่งผลต่อศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่กำลังจะมีขึ้น โดยเฉพาะการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหนึ่งใน แคนดิเดต เพราะอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ฝ่าย คุณหญิงสุดารัตน์​ หรือไม่นั้น พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า คงไม่น่าจะมีปัญหาเพราะอย่างไรก่อนที่จะมีการตัดสินใจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทางพรรคเพื่อไทย จะต้องเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้ลงตัวทั้งหมด ก่อนที่จะตัดสินใจเสนอชื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด อยู่แล้ว ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องถึงกับลงมาเคลียร์ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยตนเอง หรือไม่นั้น พล.อ.อ.สุเมธ ​กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบแต่เชื่อว่าภายในพรรคน่าแก้ปัญหากันเองได้