วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ไข้หวัดใหญ่ 2009 หวัดสายพันธุ์ใหม่ ที่ระบาดทั่วโลก


ข่าวคราวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ H1N1 ปรากฎให้เห็นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 แล้ว แต่ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทำให้องค์การอนามัยโลกกังวลว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจจะสร้างความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทั้งนี้ประเทศแถบเอเชียใกล้ๆ บ้านเรา ก็มีรายงานผู้ติดเชื้อแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย ดังนั้นโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มาบอกต่อเพื่อเป็นความรู้ค่ะ

สถานการณ์การแพร่ระบาดล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้ประกาศเตือนภัยการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระดับ 5 หมายถึง มีการติดต่อของเชื้อไวรัสจากคนสู่คน และแพร่ระบาดไปอย่างน้อยสองประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก รายงานว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วโลก ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 12,954 รายแล้ว ใน 46 ประเทศ และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 92 ราย ขณะที่ในประเทศเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 ราย และมีผู้ติดเชื้อ 4,721 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2552)

รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีชื่อเรียกในประเทศต่างๆ หลายชื่อ คือ ไข้หวัดเม็กซิโก, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอชวัน เอ็นวัน 2009, ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza) เป็นต้น เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น สามารถพบได้ทั้งในหมูเลี้ยง และหมูป่า ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง H1N1, H1N2 และ H3N2 แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการผสมกันของยีนได้ ทำให้เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เริ่มต้นจากการสัมผัสกับหมูที่เป็นโรค สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เริ่มแพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่ระบาดไปหลายๆ ประเทศทั่วโลกนั้น เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์, ไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ และไข้หวัดหมูที่พบในทวีปเอเชีย และยุโรป ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากหวั่นวิตกว่า เชื้อ H1N1 อาจจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายยิ่งขึ้น

วิวัฒนาการไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก่อนที่ไข้หวัดหมูดั้งเดิมจะกลายพันธุ์เป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ดั้งเดิม พบมาตั้งแต่ ค. ศ.1918-1919 ในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish Flu) ระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านคน ส่วนใหญ่อายุ 20-40 ปี และตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จากนั้นโรคไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในช่วงต่างๆ ก่อให้เกิดโรคในคนอยู่มากกว่า 50 ราย โดยผู้ป่วย 61% มีประวัติสัมผัสหมู และมีอายุเฉลี่ย 24 ปี หลังจากนั้นใน ค.ศ.1974 ไข้หวัดหมูได้แพร่ระบาดในค่ายทหาร (Fort Dix) ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ มีผู้ป่วย 13 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยที่อีก 230 ราย ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่น้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่มีประวัติสัมผัสหมู ซึ่งแสดงว่าน่าจะมีการพัฒนาจนมีการติดต่อจากคนสู่คน ต่อมาใน ค.ศ.1988 หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งเสียชีวิตในรัฐวิสคอนซิน และมีประวัติสัมผัสหมู จึงเกิดการสงสัยว่าไข้หวัดหมูอาจไม่ใช่พันธุ์หมูล้วน (classic H1N1) จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 จึงพิสูจน์พบว่า หมูที่เลี้ยงในประเทศสหรัฐอเมริกา มีไวรัสไข้หวัดหมูกลายพันธุ์ โดยมีพันธุกรรมผสมระหว่างหมู คน และนก เกิดสายพันธุ์ผสม (Triple assortant virus) H3N2, H1N2, และ H1N1 (วารสารโรคติดเชื้อ JID 2008) และสายพันธุ์ผสมนี้ยังพบได้ในเอเชีย และแคนาดา

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ได้พบไข้หวัดหมูผสมสายพันธุ์ใหม่ (H1N1) ที่ประเทศสเปน จากหญิงอายุ 50 ปีที่ทำงานในฟาร์มหมู โดยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คันคอ คันตา และหนาวสั่น แต่อาการเหล่านี้หายไปได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ จึงไม่มีการคาดการณ์ว่า ไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่จะเป็นอันตรายมากนัก จนกระทั่งล่าสุด เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดหมู หรือที่มีการบัญญัติชื่อใหม่ว่า ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ลามไปทั่วโลก และมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่า โรคนี้สามารถแพร่กันระหว่างคนสู่คน เนื่องจากเชื้อโรคได้วิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แล้ว การติดต่อโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการติดต่อเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนทั่วไป และเชื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยระยะฟักเชื้อของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อมากระยะฟักตัวก็จะเร็ว ซึ่งทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เชื้อโรคจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และสามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นด้วยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด รวมทั้งติดต่อกันทางลมหายใจ หากอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ และสามารถติดต่อได้จากมือ หรือสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา ซึ่งสามารถแพ้เชื้อได้ ตั้งแต่ผู้ติดเชื้อยังไม่ปรากฎอาการ หรือหลังจากปรากฎอาการไข้แล้ว

ขณะที่นักวิชาการขององค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีอัตราการแพร่ระบาดมากกว่าโรคซาร์ส และไข้หวัดนก แต่อัตราการเสียชีวิตมีน้อยกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

เมื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรากฎอาการที่คล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม เบื่่ออาหาร บางรายอาจท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ เดินเอนไปเอนมาเหมือนคนเมาสุรา นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกได้ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคปอดอักเสบตามมา รวมถึงหัวใจวาย และอาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งโรคแทรกซ้อนนี้สามารถคร่าชีวิตได้ หากผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก, ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และติดยาเสพติด เป็นต้น
ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ที่ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วพบว่าตัวเองมีไข้สูง 38.5 องศา มีไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน มีจุดเลือดตามตัว ตาเหลือง เจ็บคอมาก มีเสมหะสีเขียวๆ เหลืองๆ ผิวสีม่วง หรือได้พยายามรักษาตัวเองแล้ว แต่ยังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยวิธี PCR ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้สามารถหาเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และควรเข้ารับการตรวจรักษาภายในห้องตรวจพิเศษ Negative Pressure เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อไวรัสต่อไปยังผู้อื่น
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ยังไม่สามารถป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ได้ แต่จากผลการทดสอบในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ คือ 1. "โอเซลทามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้อง เลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง 2."ซานามิเวียร์" (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการแพ้สารแลคโตส ตัวยามีลักษณะเป็นเบบชนิดพ่นเท่านั้น ผลข้างเคียงของยานี้คือ เพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจลำบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากอาการชัก อาการสับสน ความประพฤติผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก ทั้งนี้ ยาทั้งสองชนิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัสไม่ให้แตกตัว แต่ต้องรับยาภายใน 48 ชั่วโมง เพราะมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกกำลังเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกัน และรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้อยู่ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา อย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้ได้วัคซีนที่ใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งวิธีการป้องกันการติดต่อของโรคได้ดีที่สุด คือ การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่ป่วยเป็นหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันโอกาสการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะเข้าไปผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลในตัวผู้ป่วย ซึ่งอาจจะทำให้เกิดเชื้อใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดื้อยาเพิ่มขึ้น และแพร่ระบาดจากคนสู่คนมากขึ้นต่อไป

นอกจากนี้หากใครที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และมีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อจะได้เฝ้าระวังและรักษาได้ทัน
วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่

วัคซีนสำหรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ อาจไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก็ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลได้ ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ผสมกับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ จนกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนชนิดฉีด และเป็นวัคซีนเชื้อตาย จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ทุกปีจะมีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยองค์กรอนามัยโลกจะคาดเดาว่า ในปีนั้นจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใดระบาด และแยกผลิตเป็นสองสูตร สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือ และประเทศในซีกโลกใต้

วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ สามารถฉีดได้ในเด็ก ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนในปีแรก ให้ฉีด 2 เข็ม โดยห่างกัน 1 เดือน จากนั้นให้ฉีด 1 เข็ม ในแต่ละปี หากเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ให้ฉีดวัคซีนปีละครั้ง

โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นขึ้นมา อาการของโรคก็จะไม่รุนแรงนัก ทั้งนี้หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว อาจมีอาการปวดบวมแดงเฉพาะที่ หรืออาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัว นาน 1-2 วัน

แม้ว่าโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะมีอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไม่มากนัก และผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะได้รับการรักษาจนหายแล้วก็ตาม แต่อย่างไรเราก็ควรต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อสามารถเตรียมการป้องกัน และเฝ้าระวังได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ดีที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และล้างมือบ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไปนั่นเอง

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์" หรือ "iPad


สตีฟ จอบส์ เปิดตัว "แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์" หรือ "iPad"กลางดึกที่ผ่านมา ราคาไม่โหด เริ่มต้น 499 ดอลลาร์ ขายครั้งแรกเดือนมีนาคมที่สหรัฐฯ ส่วนประเทศอื่นรอหน้าร้อนนี้ได้สัมผัสแน่...


โฉมหน้า iPad จาก Apple Inc.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่า การตั้งตารอคอยของสิงห์ไอทีมาถึงในที่สุด เมื่อ สตีฟ จอบส์ ผู้บริหารระดับสูงของ แอปเปิล อิงค์ (Apple Inc.) แถลงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ "แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์" หรือ "iPad" เป็นที่เรียบร้อยที่ศูนย์ศิลปะ 'Yerba Buena Center' ในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกาเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย สำหรับคุณสมบัติของ iPad เปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่าง iPhone กับ MacBook เป็นอุปกรณ์มัลติมีเดีย ที่สามารถเป็นได้ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ เพลง การพิมพ์ข้อมูล วิดีโอเกมส์ รวมถึงสามารถใช้ร่วมกับแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ของ iPhone ได้ ทั้งนี้ iPad มาพร้อมหน้าจอสัมผัส LED-backlit ขนาด 9.7 นิ้ว โปรเซสเซอร์ 1 GHz ความละเอียด 1024x768 หน่วยความจำตั้งแต่ 16 , 32 และ 64 GB แบตเตอรี่ Lithium Ion สามารถใช้งานติดต่อได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ขนาดโดยรวม 9.56 x7.47x0.5 นิ้ว หนักราว 1.5 ปอนด์ (0.68 กิโลกรัม)สตีฟ จอบส์ เผยราคา ไม่แพงเกินคาดนอกจากนี้ยังใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกับ iPhone OS มีอุปกรณ์เสริมทั้งคีย์บอร์ด , ฐานตั้ง , SD Card reader และอุปกรณ์เชื่อมต่อ USB เพื่อโอนถ่ายรูปภาพ สำหรับราคา เริ่มต้นตั้งแต่ 499 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 16,489 บาท)ในรุ่น iPad WiFi ความจำ16 GB และสูงสุดอยู่ที่ 829 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 27,394 บาท)ในรุ่น iPad WiFi + 3G ความจำ 64 GBอุปกรณ์เสริม ของ iPad คีย์บอร์ด และ ฐานตั้งทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากค่าย Apple Inc. จะวางขายครั้งแรกในเดือนมีนาคม ที่สหรัฐอเมริกา สำหรับรุ่น WiFi เท่านั้น และมีกำหนดปล่อยตัวรุ่น WiFi + 3G ช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ สำหรับราคาที่วางขายในตลาดประเทศอื่น สตีฟ จอบส์ ยังไม่เปิดเผยขณะนี้ แต่จะประกาศภายในช่วงฤดูร้อนปี 2553 แน่นอนแขกผู้ร่วมงานทดลองใช้ iPad
สื่อมวลชนได้สัมผัส iPad กันถ้วนหน้า

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553


ไอแอลโอเผยเมื่อปี2551ชาวโลกตกงานเพิ่มถึง27ล้านคน เตรียมผุด"ข้อตกลงเรื่องงานในระดับโลก" เพื่อส่งเสริมการจ้างงานทั่วโลก ขณะที่ปีนี้คาดว่าอาจมีผู้ตกงาน-ไม่สามารถหางานได้อีก3ล้านคน ...สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ว่า รายงานหนา 82 หน้า ขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) แห่งสหประชาชาติ เผยแพร่ในวันเปิดประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม) ประจำปี ท่ีเมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า เมื่อปี 2552 ท่ีผ่านมา มีคนตกงานเพิ่มถึง 27 ล้านคนทั่วโลก โดย 12 ล้านคนอยู่ในอเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันตก ส่วนในยุโรปตะวันออก และลาตินอเมริกา มีผู้ตกงานเพิ่มเกือบ 4 ล้านคน ขณะท่ีอัตราการว่างงานในเอเชีย แอฟริกาและตะวันอกกลางทรงตัวมากกว่าภูมิภาคอื่น ไอแอลโอระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี "ข้อตกลงเรื่องงานในระดับโลก" เพื่อส่งเสริมการจ้างงานทั่วโลก นายฮวน โซมาเวีย ผู้อำนวยการไอแอลโอกล่าวว่า การหลีกเลี่ยงภาวะหวนคืนของการตกงานเป็นความสำคัญทางการเมืองอันดับต้นๆ ในยุคนี้ จำเป็นต้องมีนโยบายท่ีเด็ดขาดเหมือนกับการกอบกู้ธนาคารเพื่อรักษาและสร้างงาน รวมทั้งการดำรงชีวิตของผู้คนไอแอลโอยังคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะยังสูงในปี 2553 และในประเทศร่ำรวย บางทีอาจมีผู้ตกงานหรือไม่สามารถหางานได้เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น อีก 3 ล้านคน และใน 2 ปีหลัง อัตราการว่างงานในคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นถึง10% รุนแรงท่ีสุดตั้งแต่ไอแอลโอเริ่มรวบรวมสถิติในปี 2534 เพื่อแก้ปัญหานี้ ไอแอลโอต้องการให้รัฐบาลชาติต่างๆ ใช้ 2 มาตรการร่วม ทั้งสร้างงานและทำให้ผลประโยชน์ของผู้ตกงานดีขึ้น ขณะท่ีอัตราการว่างงานทั่วโลกเมื่อปีท่ีแล้วอยู่ท่ี 6.6% แต่ขอบเขตของปัญหาร้ายแรงกว่านั้นมาก เพราะแรงงานกว่า 600 ล้านคนและครอบครัวดำรงชีพอยู่ด้วยรายได้ไม่ถึง 1.25 ดอลลาร์ต่อวัน และอีก 200 ล้านคนดำรงชีพอยู่เหนือเส้นความยากจนระหว่างประเทศแค่ฉิวเฉียด.

ผบ.ร.2รอ. นำปจว. ป้อง "อนุพงษ์"


ผบ.ร.2รอ. รวมพลังมวลชนข้าราชการของหน่วย-นขต.จำนวน 1,000 คน ออกแถลงการณ์ต่อต้านการกระทำของบุคคลบางกลุ่มใช้ข้าราชการทหาร จาบจ้วงสถาบันทหาร ทำการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2รอ.) ค่ายจักรพงษ์ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) อ.เมืองปราจีนบุรี เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 27 ม.ค.พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จัดกิจกรรมรวมพลังมวลชนข้าราชการของหน่วยและหน่วยขึ้นตรงจำนวน 1,000 คน ออกแถลงการณ์ต่อต้านการกระทำของบุคคลบางกลุ่มใช้ข้าราชการทหารมาจาบจ้วงสถาบันทหาร ทำการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาชั้นสูง โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์​โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก เนื่องจากระบบทหารถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงเสื่อมเสียสถาบันทหาร จากนั้นได้ร่วมกล่าวปฏิญาณตนเป็นทหารของชาติมอบหนังสือให้กำลังใจผู้บังคับบัญชา พร้อมร่วมกันร้องเพลง "ไทยสามัคคี"เพื่อเป็นการปลุกใจและแสดงออกถึงความสามัคคีของชนในชาติสำหรับ พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา มีชื่อเล่นว่า "ตู่" เป็นนายทหาร จปร.รุ่นที่ 31 สมรสกับนางกนกวรรณ ศรีนาคา หรือ "อ้อ" เคยดำรงตำแหน่ง ประจำมณฑลทหารบกที่ 12 ก่อน ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2550

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

::: เสธ. แดงแฉแหลก อนุพงษฺ สะสมวาสลีน :::


พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลนายทหารคนดังชี้ เรื่องปกติ นักรบมี "ปืน-ระเบิด" เป็นของที่ระลึก อัดยับ ผบ.ทบ. ลืมตัวจำเพื่อนไม่ได้ ด้าน ผบ.ม.พัน 4รอ. ยันไม่ได้ส่ง สห.บุกล็อกตัว "เสธ.แดง" ...เมื่อวันที่ 25 ม.ค. พ.ท.ชิน สรณ์ เรืองศุข ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ( ผบ.ม.พัน 4 รอ.) กล่าวกรณีมีรายงานว่า มีสารวัตรทหารบก (สห.ทบ.)ไปควบคุมตัว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ภายในบ้านพัก ม.พัน 4 รอ. ว่า ยืนยันว่า ไม่มี สห.ทบ. ไปล็อกตัว หรือ จับตัว พล.ต.ขัตติยะ ตามที่เป็นข่าว เพราะไม่มีหมายจับ และ สห.ทบ.ไม่มีอำนาจไปจับกุม พล.ต.ขัตติยะ ได้ ส่วนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก ตนเห็นนักข่าวเข้ามาสัมภาษณ์ พล.ต.ขัตติยะ จึงเข้าไปดูความเรียบร้อยเท่านั้น ยืนยันว่า ไม่มีอะไรทั้งสิ้นด้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 25 ม.ค. ตนได้ไล่ตะเพิด สห.ทบ. ประมาณ20 นายที่ถูกส่งมาฝังตัวใน ม.พัน.4 รอ. เพราะทหารกลุ่มนี้ทำทีจะมาบอกให้ตัวเองงดให้สัมภาษณ์บริเวณด้านหน้าค่ายทหาร ตนจึงได้ขยับไปสัมภาษณ์ด้านหน้ากรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) จากนั้นมี สห.ทบ.เดินตามตนมา ตนจึงไล่ สห.ทบ.เหล่านั้น ทำให้สห.ทบ. กลุ่มนี้พากันวิ่งหนีกระเจิงเข้าไปใน ม.พัน 4รอ.ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวต่อว่า ตนบอก ผบ.ม.พัน 4 รอ. ที่มาสังเกตการณ์ว่า เป็นทหารต้องรู้จักทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำแต่สนองการเมือง แต่ ผบ.ม.พัน 4 รอ. ก็ทำตามหน้าที่ ซึ่งทราบกันดีว่า เป็นเด็ก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างไรก็ตาม ผบ.ม.พัน 4 รอ. ก็ไม่ได้มาทำอะไร ไม่ได้มารวบตัว มาดูแล เท่านั้น ส่วน สห.ทบ. ก็ทำไปตามหน้าที่ ไม่รู้เรื่อง วันๆ มีหน้าที่รับแขก แจกของ ร้องเพลง มาดูความเรียบร้อยเท่านั้นไม่ได้มาล็อกตัวแต่อย่างใด พล.ต.ขัตติยะ กล่าวต่อกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธว่า ไม่เคยเป็นเพื่อนพล.ต.ขัตติยะ ว่า เป็นเรื่องปกติเพราะเป็นคนลืมตัว จำเพื่อนไม่ได้ เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนกวดวิชาอโณชายืนยันได้ว่า ตนและ พล.อ.อนุพงษ์ เรียนรุ่นเดียวกันหรือไม่ แต่ พล.อ.อนุพงษ์ สอบติดโรงเรียนเตรียมทหารก่อนตนหนึ่งรุ่น นอกจากนี้ ในช่วงรับราชการ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ม.พัน 30 รอ. ขึ้นตรงกับ พล.ร.2 รอ. ก็เคยเจอ พล.อ.อนุพงษ์ ขณะนั้นยังไม่ได้เป็นผู้บังคับกองพัน ยังคุยพูดจาแบบกู-มึงกันเพราะเป็นเพื่อนกันผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวด้วยว่า ถึงวันนี้ทำเป็นจำไม่ได้ เป็นธรรมดาของพวกที่ลืมตัว และไม่เคยรู้จักชีวิต จิตใจ และ ความรู้สึกทหารแท้ๆ ไม่รู้ว่าทหารที่ไปรบมานั้น การมีปืน หรือ ระเบิด เป็นของที่ระลึกอยู่บ้าง เป็นเรื่องที่คนเป็นทหารก็รู้กันอยู่ มีแต่ทหารที่มีอำนาจบางคนเท่านั้นที่ไม่มีของพวกนี้ มีแต่ของสะสม เป็น วาสลีน และเครื่องดนตรี เพราะชอบแต่ตีกลอง เล่นดนตรี รบก็ไม่ไหว แถมตอนฝึกคนที่อยู่ ในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) เขาจำกันได้ ใครที่โดนด่า เพราะหนีการฝึก ส่วนหมายเรียก ตนจะไปตามหมายเรียกของตำรวจในอีก 7 วันข้างหน้า และ ถ้าไม่พบว่า ตนเกี่ยวโยงกับการยิงกองทัพบกจะมีการฟ้องร้องคนที่มีคำสั่งให้ไปค้นบ้านของตน

องค์การอนามัยโลกต่อว่า ผู้วิจารณ์การแจ้งภาวะระบาดของไข้หวัด 2009 ว่า ทำเพื่อบริษัทยา โดยยืนยันว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และไม่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของอุตสาหกรรมยา...สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ว่า องค์การอนามัยโลกหรือ WHO แถลงต่อว่า ผู้ที่ออกมาวิจารณ์ว่าการประกาศภาวะการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของWHO เป็นการกุเรื่องขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทยาเท่านั้น ว่าเป็นการวิจารณ์ที่ไม่มีความรับผิดชอบWHO ยืนยันด้วยว่าการระบาดของไวรัสมรณะในแถบอเมริกาเหนือเมื่อเม.ย.ปีที่แล้ว ก่อนระบาดลามไปทั่วโลก มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับและว่าWHOไม่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตยา อย่างไรก็ดี WHO ไม่ระบุว่าเป็นการแถลงตอบโต้ใครฝ่ายไหนเป็นกรณีพิเศษ กระนั้น เมื่อเร็วๆนี้ "สมัชชารัฐสภาแห่งสภายุโรป" กลุ่มตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในเมืองสตราสบูร์กของฝรั่งเศส ระบุชี้แนะให้มีการเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป(อียู) สอบสวนการประกาศภาวะการระบาดของไวรัสมรณะว่าทำขึ้นภายใต้อิทธิพลของคนกลุ่ม ไหนหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ของอียูและWHO จะหารือกันเรื่องดังกล่าวในวันอังคาร

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

สาทิตย์ยัน ปชป. ไม่มียื้อต่อการแก้ รัฐธรรมนูญ 26 มค. แก้จุดยืน


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย"สาทิตย์" โยน กก.บห.ปชป.ฟันธง แก้ รธน. ระบุ ส.ส.มากจึงสรุปช้า เชื่อประเด็นรัฐธรรมนูญ ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล ...เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 25 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมพรรคเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นหนึ่งที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจตกลงกันไว้กับพรรคร่วมก่อนตั้งรัฐบาล จึงมีมติให้กรรมการบริหารพรรคมีส่วนในการตัดสินใจ ซึ่งการที่ความเห็นไม่ตรงกันถือเป็นเรื่องปกติของทุกพรรค ถ้าพรรคใดที่เห็นแค่หนึ่งเดียวแล้วเจ้าของพรรคเป็นผู้ทุบโต๊ะสรุป พรรคนั้นก็เป็นเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย แต่พรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นประชาธิปไตยจึงต้องฟังเสียงของสมาชิกนายสาทิตย์ ยังมั่นใจว่าในการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 26 ม.ค. จะได้ข้อยุติ ส่วนจะหยิบยกการวิเคราะห์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรค ที่ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์เลือกแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลับมาเลือกแบบเขตใหญ่ให้เตรียมยุบสภาได้เลย หารือในที่ประชุมหรือไม่นั้น การวิเคราะห์การเมืองถือเป็นการวิเคราะห์ท่าทีเดินเกมของกลุ่มคนเสื้อแดง และสถานการณ์ของประเทศ ต้องแยกให้ออกจากเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เชื่อว่า ส.ส.ไม่กังวลประเด็นดังกล่าว เพราะเป็นการวิเคราะห์การเมืองบนพื้นฐานของข้อมูล แต่ที่กังวลคือการเคลื่อนไหวที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสถาบันมากกว่าเมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการที่พรรคร่วมพยายามกดดันให้แก้รัฐธรรมนูญ นายสาทิตย์ กล่าวว่า คิดว่าแต่ละพรรคต้องมีจุดยืนของตัวเอง และก่อนที่จะออกมาเคลื่อนไหวเขาคงต้องคุยกันในพรรคของเขาเรียบร้อยแล้ว แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถสรุปความชัดเจนได้เพราะมีจำนวน ส .ส.มากกว่า 170 คนจึงต้องใช้เวลาพูดคุยกัน เมื่อถามว่าคิดว่าพรรคร่วมจะยอมรับมติของพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนไปตอบแทนคงไม่ได้ แต่คิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงเข้าใจจุดยืนของแต่ละพรรคเช่นเดียวกัน เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรับข้อเสนอของพรรคการเมืองใหม่และกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์กล่าวแสดงจุดยืนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปพิจารณาหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องรับฟังความเห็นของประชาชนและนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนเห็นว่าสังคมมองควบคู่ไปการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งหลายคนเกรงว่าการแก้รัฐธรรมนูญหากคนในสังคมไม่เห็นพ้องตรงกันอาจนำไปความขัดแย้งได้ "ความเห็นในสังคมนั้นมีหลากหลาย แต่เมื่อถึงขั้นตอนกระบวนการ ฝ่ายค้านประกาศไม่เข้าร่วม พรรคร่วมจึงเสนอขึ้นมา 2 ประเด็น ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่ต้องการให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นชนวนที่นำไปสู่ ความขัดแย้ง จึงต้องความเห็นอย่างกว้างขวาง" นายสาทิตย์ กล่าว เมื่อถามว่าแต่พรรคร่วมแสดงท่าที่ต้องการแก้ไขประเด็นเรื่องเขตเลือกตั้งอย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์จะสรุปอย่างไร นายสาทิตย์ ต้องฟังจากหลายฝ่าย ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าพรรคประชาธิปัตย์พยายามยื้อเวลาการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ยืนยันว่าไม่มีเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำอย่างนั้น ตรงข้ามพรรคเพื่อไทยต่างหากที่มีท่าทีกลับไปมา เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมยอมรับผลการตัดสินใจในเรื่องนี้หรือไม่ หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า ผลที่เกิดจากการตัดสินใจทุกคนต้องรับผิดชอบ แต่คิดว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับการยุบสภา.